ร้อนท้อง
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
เทศน์พระ วันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๖๘
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรม ธรรมะเป็นสัจจะธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มาบวชเป็นพระ บวชเป็นพระนี่สมมุติสงฆ์ๆ ถ้าสมมุติสงฆ์นะ เป็นสงฆ์โดยสมมุติ มันมีศีลมีธรรมๆ เราต้องรักษา เราต้องดูแลรักษาขึ้นมาให้เป็นของเรา
ถ้ามันไม่มีศีลมีธรรม พระไม่ทรงธรรมทรงวินัย หมาที่ไหนมันจะทรง
มันต้องพระทรงธรรมทรงวินัยไง ถ้าพระทรงธรรมทรงวินัย มันต้องมีข้อวัตรปฏิบัติ มันมีวินัยกรรม อย่างเช่น วันนี้อุโบสถสามัคคี สิ่งที่การกระทำ สงฆ์รวมกันเป็นสงฆ์ขึ้นมา เป็นอุโบสถ เป็นคณอุโบสถ เป็นบุคคลอุโบสถ
ถ้าเป็นบุคคลอยู่คนเดียว บุคคลอุโบสถ ถ้า ๓ องค์ขึ้นไป ๒–๓ องค์เป็นคณะ ถ้า ๔ องค์ขึ้นเป็นสังฆะ เป็นสงฆ์ ถ้าเป็นสงฆ์ขึ้นมา สิ่งที่ประกอบขึ้นมา สงฆ์ สงฆ์คือพระ ๔ องค์ขึ้นไป ถ้าพระ ๔ องค์ขึ้นไปมันมีกฎมีกติกาของเขา บุพกิจที่เราทำกันนี่
เวลาอามะ ภันเต อามะ ภันเต เอ็งทำหรือเปล่า เอ็งได้ร่วมมือหรือเปล่า เอ็งได้กระทำมาหรือไม่
ถ้าทำขึ้นมา มันถึงว่าทรงธรรมทรงวินัย มันมีของมันไง ไม่เอื้อเฟื้อ ไม่เผื่อแผ่ อาบัติปาจิตตีย์ เดี๋ยวจะสวดปาฏิโมกข์อยู่นี่
นี่ปาจิตตีย์ ปาจิตตีย์ทั้งนั้นน่ะ
มันเป็นนามธรรม นามธรรมก็คือกิริยาไง มันเป็นคำนาม มันเป็นกิริยา มีการกระทำขึ้นมา นี่สงฆ์เกิดขึ้น นี่ความมั่นคงในพระพุทธศาสนา
ธรรมและวินัยมันเกิดมาจากไหน
ธรรมวินัยเกิดมาจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม ตรัสรู้ธรรมมันมีวิหารธรรม มีสัจธรรมในหัวใจดวงนั้น มันไม่มีกิเลสเจือปนอยู่ในหัวใจดวงนั้น มันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา
ไอ้ของเราสมมุติสงฆ์ๆ กิเลสทั้งนั้น แต่เราก็มีความมุมานะ มีการกระทำ มีศรัทธาความเชื่อ แล้วความเชื่อๆ ศรัทธาความเชื่อ แล้วทำขึ้นมาให้มันเป็นความจริงขึ้นมา ถ้าความจริงขึ้นมา มันเป็นของจริง มันไม่ใช่ความเชื่อ นี่ถ้ามันทำเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา
ถ้าไม่ทำเป็นจริงขึ้นมา เห็นไหม เวลาทางโลกเขากินปูนร้อนท้อง กินปูนร้อนท้องเพราะมันออกตัวไง มันไม่ได้ทำอะไรผิด มันรีบออกตัวก่อน แต่ถ้ามันทำผิด มันกลบเกลื่อนไว้ไง ร้อนท้องไง
กินตับกินปอด กินตับกินปอดของประชาชน กินตับกินปอดของศรัทธา กินตับกินปอดเขาทั้งนั้นน่ะ เอารัดเอาเปรียบเขา กินตับกินปอด ระวังให้ดีนะ ตับปอดในตัวรักษาให้ดี อยู่ในกระเพาะนั่นน่ะ เผลอไม่ได้เชียวนะมึง กระสือมันกินนะมึง กินตับกินปอด
แล้วกิเลสล่ะ
กิเลสเป็นนามธรรม ตัณหาความทะยานอยากน่ะ เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยมันมีไข้ มันถึงร้อน เวลาไข้ขึ้น โอ้โฮ! มันหายใจไม่ออกเลยล่ะ มันกระหืดกระหอบ มันร้อนท้อง ร้อนท้องเพราะอะไร เพราะมันกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตนไง
สมมุติสงฆ์ๆ กิเลสทั้งนั้นน่ะ แล้วทำให้เป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมามันถึงเป็นจริงขึ้นมาด้วยกรอบกติกา
ศีล รั้วรอบขอบชิด ถ้าเป็นธรรมๆ ขึ้นมา มันมีความสงบระงับเข้ามา ถ้าสงบระงับเข้ามา อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ นั่นแหละ ใจของตนเป็นผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ จะไปอบรมบ่มเพาะ จะไปสั่งสอนใครล่ะ ตัวเองทำไมไม่สอน ตัวเองไม่รู้ ตัวเองไม่เห็น ตัวเองไม่รู้จักรักษา
เวลาเขาจะสอนๆ ตัวเองมีอะไรจะสอน พฤติกรรมกับกิริยามันใช้ไม่ได้
ถ้าพฤติกรรมกับกิริยามันใช้ได้ มันใช้ได้อย่างไรล่ะ
ใช้ได้ เห็นไหม มันปกติสุขไง ไม่ร้อนท้อง กระอักกระอ่วน ฟุ้งซ่าน เที่ยวจะเหยียบย่ำทำลายคนอื่นเขา เป็นธรรมหรือ
ถ้าเป็นธรรมๆ มันสงบระงับเข้ามา
กติกาที่ไหนก็เป็นของที่นั่น นี่ไง ประเพณีวัฒนธรรมของชาวพุทธ ทางอีสานเขาไหลเรือไฟ ทางเหนือห่มเจดีย์ ทางใต้ชักพระ ก็บูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหมือนกัน นี่ไง ประเพณีวัฒนธรรมภายนอกไง
แล้วประชาชนชาวพุทธความเชื่อถือศรัทธามากมายมหาศาล เรื่องนิกาย นิกายแตกแยกเป็น ๑๘ นิกาย ถ้าเป็นของใหญ่ๆ ก็มหายาน หินยาน ความเชื่อแต่ละนิกาย มีการกระทำก็ทำให้เป็นความจริงขึ้นมา อย่าร้อนท้อง ให้สงบเย็น ประพฤติปฏิบัติขึ้นมา
เวลาธรรมออก อย่าร้อนท้อง ตะโกนลั่นๆ อยู่นั่นน่ะ นี่ธรรมมันออก
เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านอยู่กับหลวงปู่มั่นไง เวลาหลวงปู่มั่นท่านเทศน์แจ้วๆๆ เลย ไม่อย่างนั้นกิเลสมันก็ยิ่งใหญ่น่ะสิ ต้องขออนุญาตกิเลสก่อนใช่ไหม จะแสดงธรรมนี่ ขออนุญาตกิเลสว่าฉันจะพลุ่งพล่าน
ไม่ใช่
ถึงเวลาไง ถึงเวลาแสดงธรรมต้องชัดเจน ต้องอาจหาญ ต้องเป็นจริง
แต่ถ้าเป็นร้อนท้อง นั่นมันไข้ขึ้น อาการของไข้ มันไข้ขึ้นน่ะมันร้อนท้อง กินตับกินปอด เวลากิเลสมันสิ่งที่ว่าอวิชชาอยู่ที่ฐีติจิต มโนกรรมนั่นน่ะ ความคิดทับซ้อนนั่นน่ะ ความคิดพลิกแพลงนั่นน่ะ ความคิดปอกลอกนั่นน่ะ ในหัวใจนั่นน่ะมันเป็นจริงหรือ
อย่างน้อยเราต้องมีขันติธรรม ขันตินะ ขันติความอดทน อดทนอดกลั้น แล้วดูพฤติกรรมของมัน แล้วตั้งสติไว้ ถ้าอย่างนี้พ่ายแพ้ ถ้าอย่างนี้มันกระทืบทุกที ถ้าอย่างนี้มันร้อนท้อง อาการไข้มันขึ้นแล้ว แล้วพฤติกรรมกินตับกินปอด กินเครื่องในของสัตว์ กินรวบ มันไม่ใช่
ถ้ามันเป็นธรรมๆ มันปลงธรรมสังเวช นี่ไง เขตอภัยทาน แม้แต่สัตว์มันยังพึ่งพาอาศัยไง ผ้ากาสาวพัสตร์เป็นที่ที่ร่มเย็น ชาวพุทธๆ ขึ้นมา ก็ครูบาอาจารย์เป็นที่พึ่งที่อาศัย แล้วครูบาอาจารย์ที่ดีงามปกป้องคุ้มครองดูแลรักษาเขา แล้วถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา สอนเขาให้ฉลาดขึ้นมา อย่าให้ที่ไหนมีศรัทธา ที่นั่นมีเหยื่อ ที่ไหนมีเหยื่อ ที่นั่นมีนักล่า
อย่าให้เขาเป็นเหยื่อ อย่าให้เขาโดนนักล่ากินตับกินปอด กินไส้กินพุง ล้วงเข้าไปเบียดเบียนเขา มันไร้สาระ มันเป็นเรื่องไร้สาระมากๆ
แต่เป็นพระปฏิบัตินะ เราปฏิบัติเพื่อความสงบสุขของเราไง ครูบาอาจารย์ท่านหาที่สงบระงับไง ท่านไม่กวนน้ำให้ขุ่น
นี่ขุ่นมัวไปหมด เป็นโคลนเป็นตม มันไม่เห็นมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
นี่ไง ถ้าจิตเดิมแท้นี้ผ่องใส น้ำใส ความสงบสุขไง ถ้ามีความสงบสุขขึ้นมาแล้วมีวาสนาหรือไม่มีวาสนา ถ้าไม่มีวาสนาก็มิจฉาทั้งนั้นน่ะ ถ้ามีวาสนาขึ้นมามันจะฝึกหัดใช้ปัญญาของมันไป ถ้าฝึกหัดใช้ปัญญาของมันไป มันจะเป็นภาวนามยปัญญา ปัญญาในพระพุทธศาสนา ไม่ใช่ปัญญาจินตนาการ ปัญญาเพ้อเจ้อ ปัญญากินตับกินปอด ปัญญามันร้อนท้อง ร้อนหัวใจ ร้อนวิชา ร้อนความรู้
ความรู้เยอะนะ เดี๋ยวพุงมันจะแตก มันร้อนท้อง มันต้องระบาย จะรื้อสัตว์ขนสัตว์
กิเลสทั้งนั้นน่ะ มันบูชากิเลสไง
ถ้าบูชาธรรม บูชาธรรมสักหน่อยหนึ่งนะ มีสติสัมปชัญญะควรไม่ควร มันไม่มีใครเขาทำกัน มันทำอยู่คนเดียว มันบ้าบอคอแตก
บวชมาเพื่ออะไรวะ บวชพระๆ พระป่าๆ พระป่าบวชมาเพื่ออะไร
บวชมาเพื่อฝึกหัดปฏิบัติให้มันเป็นจริงขึ้นมาใช่ไหม แล้วถ้ามันเป็นจริงขึ้นมา พระพุทธศาสนาแวววาวเลยถ้ามีของจริง ของจริงเท่านั้น เห็นไหม ของจริงมันเสมอต้นเสมอปลาย
เริ่มต้นตั้งแต่ฝึกหัดปฏิบัติ เริ่มต้น ปุถุชน กัลยาณชน โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกิทาคามิมรรค สกิทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตตมรรค อรหัตตผล มรรค ๔ ผล ๔ ไง บุคคล ๔ คู่ไง นี่บุคคล ๘ ถ้ามันเป็นจริง จิตมหัศจรรย์ขนาดนั้นน่ะ มันเห็นความเจริญของจิตของเรา เพชรนิลจินดามันไร้สาระว่ะ เรื่องโลกไปไกลๆ คุณธรรมในใจมหัศจรรย์ สิ่งมหัศจรรย์ในพระพุทธศาสนามันยอดเยี่ยม นั่นถ้าอย่างนั้นน่ะ เราบวชมาเราก็มีเป้าหมายอย่างนั้นทั้งนั้นน่ะ
บวชมาเพื่ออะไร
ถ้ามันเป็นประเพณีวัฒนธรรม เราเป็นสมมุติสงฆ์ๆ บวชมาห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ธงชัยพระอรหันต์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ห่มผ้ากาสาวพัสตร์แบบนี้
แล้วผ้ากาสาวพัสตร์นี้เอามาจากไหน
ให้พระอานนท์เป็นผู้ออกแบบ
แล้วเวลาได้มานะ ชักผ้าบังสุกุลไง ห่อศพนั่นไง ที่โลกเขาทิ้งแล้วไง เก็บซัก แล้วมาตัด มาเย็บ มาย้อม มาห่ม เพื่อกันเหลือบกันไร กันริ้น กันยุง กันความน่าละอาย ชีเปลือยมันจะน่าละอายไง ห่มเพื่อความไม่กระดากอายไง เพื่อความเป็นอยู่ของสมณะไง เราได้ห่มผ้ากาสาวพัสตร์แล้วฝึกหัดปฏิบัติให้หัวใจเราเป็นธรรมขึ้นมา
ไม่ใช่เป็นไอ้ร้อนท้องนั่นน่ะ มันไข้ขึ้น อาการไข้ละเมอไง มันละเมอเพ้อพกไง
ถ้ามันเป็นจริงเป็นจัง สอนตัวเองสิ ที่พูดนี่พูดให้ตัวเองฟัง ถ้าพูดให้ตัวเองฟัง เวลาใช้ปัญญาไง ปัญญาอบรมสมาธิไง คิดให้หยุดคิดไง หยุดเพ้อเจ้อ ให้มันร่มเย็น อย่าร้อนท้อง อย่ากินตับกินปอด ให้กิเลสมันกินตัวมันเอง กินหัวใจดวงนี้
ว่างเปล่า ไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน สิ่งที่ได้มา ได้มาโดยความไข้ขึ้น มันจุกอก มันจะระเบิด
มีสติมีปัญญาขึ้นมา ถ้าเอาให้มันสงบได้ ให้มันสงบตามความเป็นจริง ไม่ใช่กิเลสมันพลิกแพลงไง เก็บไว้ก่อน เดี๋ยวจะระบาย เก็บเอาไว้ก่อน มันเป็นเหมือนมหาโจรวางแผนไง วางแผนลึกลับซับซ้อน
ไม่ลึกลับหรอก ความลับไม่มีในโลก ย้ำคิดย้ำทำจนเป็นจริตเป็นนิสัยของเธอ แต่ละภพแต่ละชาติที่เกิดมาได้สร้างสมบุญญาธิการมาอะไร มันไปลึกลับตรงไหน มันมีอะไรเป็นความลับ ตัวเองก็รู้ ตัวเองก็คิด ตัวเองก็ทำอยู่นั่นน่ะ มันจะลับตรงไหน มันไม่มีอะไรลับเลย
กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมานะ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว จริตนิสัยสร้างสมขึ้นไปให้มันรกรุงรังอย่างนั้นน่ะ แล้วมันก็มาเร่าร้อนไง แล้วสุดท้าย ธรรมและวินัย ศีล สมาธิ ปัญญา ศีลคือความปกติสุข สมาธิตั้งมั่นมีกำลัง แล้วปัญญามันเกิดขึ้น มันเกิดเป็นมรรคเป็นผล มันเกิดเป็นมรรคเป็นผลมันมีคุณค่าขนาดไหน
นี่ไง ประเพณีวัฒนธรรมส่วนนอก มันเป็นจิตที่ส่งออกไปรับรู้ จิตที่ส่งออกเป็นประเพณีวัฒนธรรม นี่จิตมันย้อนกลับมาในตัวของมันเอง เวลามันปกติสุขของมัน สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี แล้วจิตสงบไม่มีมันเกิดมาจากอะไรล่ะ
ถ้าคำบริกรรมๆ สัทธาจริต คำบริกรรมเข้ามา เขาฝึกหัดปฏิบัติมาขนาดไหน เริ่มต้นฝึกหัดปฏิบัติมา ใครมาฝึกหัดปฏิบัติ ใครเริ่มต้นบวชใหม่จะเอานิพพานๆ น่ะ
เวลามันมีข้อวัตรขึ้นมามันก็เจียนตายแล้ว เวลามีขอบเขต มีความจำกัดไง มันจะแสดงออกของมัน แสดงออกไปก็แสดงออกเหมือนหมาบ้าไง ถ้าปกติสุขนะ มันก็เป็นหมาที่มีวัคซีนไง แล้วถ้ามันปกติสุขนะ หมามันก็นอนหมอบสนิท ร่มเย็นเป็นสุขของมันไง
แล้วถ้ามันเป็นจริงเป็นจังของมันขึ้นมาไง ทำใจของตนให้มีคุณค่าขึ้นมาไง เวลามันมีคุณค่าขึ้นมา มันจะมีอะไรมีคุณค่าไปยิ่งกว่านี้ไง มันไม่ต้องไปเป็นหมาบ้า
หางตกเชียว น้ำลายยืดเชียว จะรื้อสัตว์ขนสัตว์เลย
โอ้โฮ! คอมันแข็งนะมึง น้ำลายมันไหลอย่างนี้ นี่มันร้อนท้อง ท้องมันจะแตก ปัญญามันเยอะ
แต่ถ้าเป็นความจริง สมณะ นี่ไง เวลาบวชพระไง มนุสฺโสสิ เป็นมนุษย์หรือเปล่า ไม่ใช่สัตว์ นาคก็ไม่ได้ บวชนาค บวชนาคนั่นเป็นเพราะคำขอของเขา เป็นชื่อ แต่ตัวจริง มนุสฺโสสิ เป็นมนุษย์หรือเปล่า เป็น ยกเข้าหมู่มาเป็นสงฆ์ เป็นสมมุติสงฆ์ เป็นพระ
ถ้าเป็นพระๆ ศีล ศีลธรรมก็มี ข้อห้ามอะไรมีทุกอย่าง แล้วกิเลสล้นฝั่งไง มันร้อนไง
ร้อน เห็นไหม ดูสิ อุณหภูมิ เหล็กมันยังเผาให้ละลายได้ ทุกอย่างเผาให้ละลายได้หมดเลย
นี่เหมือนกัน คุณงามความดีละลายไปหมดเลย ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยหรือ ไม่มีกฎไม่มีกติกาอะไรเลยหรือ ไม่มีอะไรควรหรือไม่ควรเลยหรือ ไม่มีเลยหรือ
“อ้าว! ก็บรรลุธรรมแล้วไง ปล่อยวางแล้ว วางทั้งหมดเลย วางทั้งสิ้น”
ขี้ลอยน้ำนั่นน่ะ
เศรษฐีธรรม เศรษฐีธรรมเขามีศีล มีสมาธิ มีภาวนามยปัญญา ภาวนามยปัญญาเป็นโลกุตตรธรรม เกิดขึ้นจากการฝึกหัดฝึกฝนค้นคว้าขึ้นมา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ชี้ทาง เธอเท่านั้นต้องฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นตามความเป็นจริง
เห็นแค่สติที่เป็นตัวจริงๆ นะ ไม่ใช่สติที่ชื่อ สติที่มันร้อนท้อง มันล้นฝั่ง โอ๋ย! สติ นั่นมันพล่ามเป็นหมาบ้าอย่างนั้นมันสติอะไร ถ้าสติมันไม่ทำ มันทำไม่ได้ เรารู้อยู่ สติสัมปชัญญะ นั่นน่ะรสของธรรม รสของสติธรรม
ไอ้นี่รสสติธรรมอะไร หลบๆ ล่อๆ หลบๆ หลีกๆ แล้วหลบๆ ซ่อนเร้น มันจะกินตับกินปอด มันจะกินตับกินปอดเขา นี่ไง ถ้ามันร้อนท้องไง
ถ้ามันร่มเย็นล่ะ
มันก็มนุษย์คนนั้นแหละ กระเพาะอาหารก็มี ลำไส้ก็มี ทุกอย่างก็สมบูรณ์อย่างนั้นน่ะ แต่มันมีความปกติสุขไง มันมีความปกติสุข เคมีต่างๆ มันปกติไง มันไม่พลุ่งพล่าน
นี่เคมีมันพลุ่งพล่าน มันร้อน มันจะแสดงออก มันปฏิบัติอะไรน่ะ
ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่า ขวางหูขวางตา มันกีดขวางนะ มันสะอิดสะเอียนนะ
แต่ถ้ามันมีสติมีปัญญา เราทุกคนมีจริตนิสัย มนุษย์คิดเหมือนกันไม่มี จริตนิสัยมันไม่เท่ากัน ยิ่งอำนาจวาสนาไง บวชมาๆ ถ้ามีอำนาจวาสนา ขิปปาภิญญา ผู้ปฏิบัติง่ายรู้ง่าย เขาปฏิบัติของเขา เขารู้ของเขา เขามีปัญญาของเขา เขามีวิหารธรรมของเขา เขามีคุณธรรมของเขา เราสาธุๆ เราอยากเห็นพระอย่างนี้ไง
ถ้าเราฝึกหัดปฏิบัติมันทุกข์มันยากขึ้นมา มันก็เป็นอำนาจวาสนาของเราไง ปฏิบัติขึ้นมาทำไมจิตมันไม่ลง จิตมันลงแล้วมันไปไหน
ถ้าจิตมันลงไปแล้ว นี่ไง สติสัมปชัญญะมันสมบูรณ์แบบของมันไง จิตเป็นหนึ่ง ไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น แต่ตัวมันสมบูรณ์แบบของมันไง
ไอ้ที่พาดพิงอารมณ์ พาดพิงอารมณ์มันอาศัยอารมณ์นั้นแสดงตัวไง อาศัยความรู้สึกนึกคิดนั้นไง อาศัยสิ่งที่ว่าเราศึกษาค้นคว้ามา แล้วก็คิดเรื่องอย่างนั้นว่าเป็นสมบัติของเรา ยึดมั่นถือมั่นในหัวใจของเราด้วยความเห็นผิดหลงผิดของเรานี่ไง
ถ้ามันเป็นจริงๆ คุณสมบัติที่เป็นจริงไง ฉันอาหาร ฉันข้าวขึ้นมา ถ้ามันอิ่มแล้วก็คืออิ่มไง ถ้าอิ่มแล้วมันล้นคอ จะยัดเข้าไปขนาดไหน มันจะเข้าไปในกระเพาะอาหารอย่างไรล่ะ ก็มันจนล้นคอออกมา มันกลืนไม่ได้แล้ว ถ้ามันอิ่มเต็มของมันน่ะ มันรู้มันเห็นของมันทั้งนั้นน่ะ สติ สมาธิ ปัญญา ถ้ามันเป็นจริงขึ้นมา มันสมบูรณ์แบบในตัวของมันเองไง มันจะว่ามันล้นคอๆ
ฉันอาหารจนล้นไง จนอาเจียนนั่นน่ะ นี่เป็นวัตถุธาตุ
ปัญญามันยิ่งใหญ่กว่านั้นมากนัก ปัญญามันยิ่งใหญ่กว่านั้น เห็นไหม อัครสาวกเบื้องซ้ายและเบื้องขวา เบื้องขวา ผู้ที่เป็นปัญญาวิมุตติ มีปัญญารององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ที่มีฤทธิ์มีเดช พระโมคคัลลานะก็รององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
สิ่งที่สมบัติ สมบัติมันมากมายมหาศาลขนาดนั้น มันไม่เห็นมันจะล้นไปไหนเลย กลับเป็นความดีงาม กลับเป็นความที่ว่าสัทธิวิหาริก อยากฟังเทศน์ อยากฟังธรรม อยากจะให้ผู้ชี้นำ นี่ถ้ามันเป็นความจริงนะ
แล้วผู้ชี้นำ เขาขาดเขาแคลนของเขา เขาสงสัยของเขา เขาทุกข์เขายากของเขา ครูบาอาจารย์คอยชี้นำของเขา ไอ้นั่นมันเป็นประโยชน์กับเขา
ไอ้นี่มีใครให้ชี้นำ มันร้อนท้อง มันแผดเผา มันล้นฝั่ง มันจะกินตับกินปอด กินตับกินปอดเขานั่นน่ะ มันเห็นชัดๆ นั่นน่ะ แต่ตัวเองทำไปโดยไม่รู้ตัว ว่ามันเป็นธรรม ธรรมตรงไหน มันทำให้ขุ่นมัวไปหมด เป็นโคลนเป็นตม ทำให้กรรมฐานมันไม่ใช่กรรมฐาน
กองทัพไม่มีวินัย เป็นกองโจร เวลาพระถ้ากินตับกินปอด นั่นมหาโจร
โจรมันต้องไปปล้นไปชิงเขา ไอ้นี่ให้เขาเอามาประเคนให้เลย ด้วยความเป็นมหาโจร
ฉะนั้น ถ้ามันเป็นธรรมๆ มันไม่ใช่ เราเป็นสมณะ สิ่งที่บิณฑบาตเลี้ยงชีพด้วยปลีแข้งมันสมบูรณ์แบบอยู่แล้ว เขามีศรัทธามีความเชื่อของเขา
เวลาทำบุญๆ ควรทำบุญที่ไหน
ควรทำบุญที่เธอพอใจ
แล้วถ้าเอาผลกันล่ะ
เอาผลที่เนื้อนาบุญไง
แล้วเนื้อนาบุญมันไม่มี มันที่เชื่อถือไม่ได้ไง
ให้ทำสังฆทานไง
แล้วทีนี้ก็เลยบ้าสังฆทาน พอบ้าสังฆทานขึ้นมาแล้วเราก็เอามาเป็นของสงฆ์
มันมีที่ไหนมันขาดแคลน ถ้ามันขาดแคลน มันขาดแคลนด้วยอำนาจวาสนาบารมีของคน แต่ถ้ามันเป็นธรรมๆ มันไม่มีอะไรขาดแคลน มันสมบูรณ์แบบของมันอยู่แล้ว เพราะอะไร มันสมบูรณ์แบบตั้งแต่ใจมันเป็นธรรมแล้ว มันเสมอภาค สิ่งใดได้มาถ้าเป็นธรรม ไม่มีขัดไม่มีแย้งใดๆ ทั้งสิ้น ได้มาแบ่งกัน ได้มาปันกัน
แล้วถ้าเป็นคณะสงฆ์ มันอยู่ที่หัวหน้าไง
หัวหน้าที่ดีงาม สิ่งใดได้มาแล้วให้เสมอภาค ให้มันเท่าเทียมกัน แต่ถ้ามันเป็นธรรมๆ มันอยู่ที่ธาตุขันธ์ของคน สิ่งนี้เขาไม่เห็นด้วย ไม่ต้องการ ถ้ามันคนแพ้ไง มันแพ้สิ่งใดขึ้นมา เขาไม่ต้องการสิ่งนั้น คนที่ไม่ชอบเขาก็ยกเว้น ให้คนอื่นต่อไป
ถ้าความเป็นธรรมๆ ความเป็นธรรมที่เราให้ความเป็นธรรม แต่เขาไม่ต้องการของเขา ไม่ต้องการของเขาเพราะมันไม่เข้ากับธาตุขันธ์ของเขา ไม่เป็นความพอใจของเขา ถ้าครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมเขารู้เขาเห็นของเขา ให้มันเป็นความเป็นธรรมของเขา เพราะว่าเขาไม่ได้ร้อนท้อง ไม่ได้แก่งแย่ง ไม่ได้ช่วงชิง เป็นเพราะว่าเขาไม่สะดวกที่จะเป็นอย่างนั้น เขาก็หลีกเร้นให้คนอื่นไป นี่ถ้าความเป็นธรรม อย่างนี้มันก็เป็นธรรม
ถ้ามันเสมอกันๆ คนนิ้วมันไม่เท่ากัน ความรู้สึกนึกคิดของคนไม่เหมือนกัน กิเลสตัณหาความทะยานอยากของคนไม่เหมือนกัน กิเลสหยาบ กิเลสอย่างกลาง กิเลสอย่างละเอียด แล้วกิเลสที่เราฝึกหัดปฏิบัติอยู่นี่ เราต้องการชำระล้างมัน
ถ้าชำระล้าง เราชำระล้างมันด้วยไม่มีความสามารถใดๆ ทั้งสิ้นไง ก็ให้ฝึกหัดตามอย่างกองทัพธรรม ตามอย่างหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านให้ฝึกหัดปฏิบัติ ให้เครื่องอยู่ของใจๆ ให้ใจมันสงบระงับเข้ามาให้ได้ก่อน
ไอ้นี่ใจมันไม่สงบระงับ มันสกปรกโสโครก ร้อนท้อง มันเป็นธรรมๆ ตรงไหน มันเป็นอธรรมอย่างไร
ถ้าเป็นธรรมๆ มันต้องมีศีลสิ มีศีล มีข้อวัตรสิ
มันเหมือนกฎหมาย นี่ไง คนไทยถูกบังคับด้วยกฎหมาย เกิดเป็นคนไทยจะปฏิเสธว่าไม่รู้จักกฎหมายไทย ลักของเขา ตำรวจจับ บอกว่าฉันไม่รู้กฎหมาย ไม่ยอมให้ตำรวจจับ มันเป็นไปได้อย่างไร
นี่บวชเป็นพระๆ ไง ศีลธรรมมันเสมอกันนี่ไง จะลงอุโบสถกันอยู่นี่ ผิดก็คือผิด
อ้าว! คนอื่นก็ผิด
เขามีความละอาย ไอ้เราผิดนี่แสดงธรรมนะ มันล้นฝั่ง มันไหลไป อ้าว! น้ำก็ไหลลงต่ำไง ไฟไหม้ ลมมา มันพัด มันก็ไหม้ไป เพราะมันมีเชื้อไฟไง
“นี่ก็ธรรม ธรรมเป็นธรรมชาติ มันเป็นธรรม”
โอ้โฮ! มันไข้ขึ้นเนาะ มันพรั่งพรู ธรรมมันจะออก
มันไม่ควรมี แล้วก็ไม่ควรเป็น
ถ้าธรรม มันต้องความเป็นธรรมสิ มันมีที่สูงที่ต่ำ อาวุโส ภันเต เห็นไหม เวลาพระที่เขาเป็นธรรมเขาจะแสดงธรรม เขาต้องขอโอกาสจากพระผู้ที่อาวุโสกว่า เพราะมันบังคับใช้โดยวินัยนี่นะ ไม่มีข้อยกเว้น
วินัยไม่มีการยกเว้นนะ อาวุโส ภันเต จะแสดงธรรมต้องขอโอกาส จะทำสิ่งใดต้องขอโอกาสผู้ที่อายุพรรษามากกว่า
แต่ของเรา เราเห็นการกระทำ คนที่เขากระทำแล้วด้วยกิเลสนะ ก็เหมือนกับเป็นระบบทาส ต้องคอยบีบคั้น ไอ้พระเล็กพระน้อยก็อึดอัดขัดข้อง
ไอ้เราเห็นอย่างนั้น เวลามันร้อนท้องไง กฎหมายเขาเอาไว้บังคับใช้เพื่อความสงบสุข มันก็เอากฎหมายมาบีบบี้สีไฟ ถ้าเป็นราชการ มันก็เป็นเตารีดเตาไถที่ไปกดขี่ข่มเหงรีดไถประชาชน ในเมื่อคณะสงฆ์ที่เขาเป็นธรรม เขามีความเป็นธรรมในหัวใจ เขามีความละอาย เขามีหิริมีโอตตัปปะ
ไอ้นี่มาถึง เหมือนตำรวจแล้วรีดไถ สิทธิ การกระทำ ล่วงล้ำ เหยียบย่ำ ทำลายผู้อื่น
เฮ้ย! มึงทำได้อย่างไรวะ
เพราะอะไรล่ะ เพราะมันร้อนท้องไง กิเลสมันกินตับกินปอด กิเลสมันแผดเผา กิเลสมันอยากพรั่งพรู
มืดบอด ไปสังคมอื่นเขาเหยียบตายเลยล่ะ
แต่ไอ้นี่เพราะว่าเราอยู่ในสังคมมา สิ่งที่ว่ามันเป็นข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมา เขาก็ทำของเขาโดยข้อเท็จจริง แล้วหัวหน้าเขาก็คุ้มครองดูแลของเขา
ถ้าสิ่งไหนไม่เป็นธรรม นั่นน่ะเป็นการรีดนาทาเร้น เพราะมันไม่ได้ออกมาจากหัวใจไง เวลาจะพูดต้องพนมมือ ไม่พนมมือ จะขึ้นลงกราบ
ถ้าเป็นธรรมนะ ไอ้นี่เป็นการลดอีโก้ ทิฏฐิมานะ การลดอีโก้จะทำให้ผู้นั้นฝึกหัดทำสมาธิได้ง่ายขึ้น เพราะอีโก้ ทิฏฐิมานะของตนมันยิ่งใหญ่ มันไม่ยอมรับใดๆ ทั้งสิ้น
นี่ข้อวัตรปฏิบัติของหลวงปู่มั่น ท่านรู้ไง
ที่ว่าโดยธรรมชาติของมนุษย์ โดยธรรมชาติของกิเลส ทุกคนมีทั้งนั้น มีมากมีน้อยเก็บไว้ในหัวใจหรือไม่เก็บไว้เท่านั้น ฉะนั้น การอ่อนน้อมถ่อมตน การฝึกหัดโดยสังคมไทย ผู้ที่มีความรู้นักปราชญ์ราชบัณฑิตเขาจะอ่อนน้อมถ่อมตน เขาไม่ร้อนท้อง ไม่กินตับกินปอด
เพราะการร้อนท้อง การเหมารวมต่างๆ การเหยียบย่ำนั่นน่ะ มันก็หวังผลนั่นแหละ แสงมันก็น้อมนำเอาลาภสักการะมาให้ แสง ความอยากมีแสงมีชื่อมีเสียงก็เพื่อลาภเพื่อสักการะ เพื่อคนเคารพบูชา แล้วมันก็ตามมาด้วยลาภสักการะ โมฆบุรุษตายเพราะลาภ ไอ้พวกมืดบอด
แต่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเราหลบหลีก อยู่โคนไม้ อยู่ในป่า หลีกเร้น ไม่ให้ใครรู้ใครเห็น
หลวงตาพระมหาบัวนี่มหัศจรรย์ นั่งสมาธิให้ใครเห็นไม่ได้ เสียลับ เดินจงกรม รับประกันได้ว่าจะไม่มีใครเห็น จนท่านพูดเอง “หมู่คณะจะคิดว่ามหาบัวนี่ไม่เคยภาวนาเลยนะ” ทั้งๆ ที่ท่านภาวนาตลอดเวลา ถ้าเป็นครูบาอาจารย์ที่เป็นความจริง ทำคุณงามความดีโดยไม่ให้ใครรู้ใครเห็นทั้งนั้น
ไม่ใช่หิวแสง อยากดัง อยากใหญ่ กว้านมาว่ากูนี่แหละยอดเยี่ยม
อาวุโสเขามีนะ ครูบาอาจารย์เขามีนะ ประเพณีเขามีนะ เอ็งทำอะไร เอ็งทำอะไรเอ็งรู้จักกติกาบ้างไหม
รู้จัก ปัญญาเลิศ ประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ
คนอื่นเขาแบกรับไม่ไหวแล้วล่ะ มันย่ำยีกันเกินไป
ทั้งๆ ที่กฎหมายผิดก็คือผิดนะ ผิดกฎหมายนี่ทุกกระทง ลงโทษทั้งนั้นน่ะ ไอ้นี่ทำแล้วทำเล่าๆ
เพราะเราเห็นในหลายๆ ที่ เขาเอากฎหมายไว้รีดนาทาเร้น เอากฎระเบียบบีบคั้นกัน เราไม่ต้องการอย่างนั้น เราต้องการสติสัมปชัญญะ เราต้องการคนระลึกรู้ ฝึกหัดใจของตน ข้อวัตรปฏิบัติ การอ่อนน้อมถ่อมตน ลดอีโก้เพื่อการฝึกหัดภาวนาให้ได้
แต่การเหยียบย่ำทำลายโดยที่ไร้สาระ มันก็เป็นการสร้างเวรสร้างกรรมอันหนึ่ง
ฉะนั้น สิ่งที่ทำสิ่งใด ถ้ามันร้อนนักก็ฝึกหัดให้มันร่มเย็นเข้ามาสิ
ทำไมมันเร่าร้อน แล้วเร่าร้อน กิเลสมันทำลายหัวใจ มันแผดเผา แล้วเวลากินตับกินปอดคนอื่นมันมีความสุขตรงไหน ไอ้กินตับกินปอดขึ้นมานึกว่ามันเป็นความดี นั่นมันส่งออกทั้งนั้นน่ะ
เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ท่านไม่ต้องการอย่างนั้นเลย ท่านต้องการให้ฝึกหัดตัวเองให้ได้ก่อน
ให้ได้ก่อนแล้ว เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านพูดประจำ “ถามมา ถามมาสิ”
เวลาครูบาอาจารย์เราท่านออกศึกแล้ว ออกเพื่อศาสนาแล้ว ถ้าใครมีความลังเล มีความสงสัยอะไรให้ถามมา ความจริงมันจะได้ปรากฏไง
ไอ้นี่มันจะกินตับกินปอดเขา ไม่ใช่ถาม มันเป็นความที่ว่าเลวร้าย มันเป็นความเลวร้ายในสายตาของธรรม แต่มันเป็นผลงานของไอ้พวกร้อนท้อง มันจะกินตับกินปอด มันเร่าร้อนไง
แต่ถ้ามันเป็นความจริงๆ นะ ถ้ามันเป็นพระกรรมฐาน เราสร้างวัดมานี่ ก็สร้างวัดมาเพื่อฝึกหัด เพื่อประพฤติปฏิบัติ ไม่ได้สร้างมาเพื่อสร้างโจร สร้างมาให้สร้างเปรตสร้างผี
สร้างสัทธิวิหาริก สร้างคนที่มีคุณภาพในพระพุทธศาสนา
หลวงตาพระมหาบัวท่านบอกเลย วัดป่าบ้านตาดสอนผู้นำ ไม่ใช่สอนผู้ตาม
แต่ก็ไม่ได้สอนโจร ไม่ได้สอนให้คนไปกินตับกินปอดชาวบ้าน ไม่ให้ไปเบียดเบียน ไม่ให้ไปล้วงกระเป๋าใคร ไม่ให้ไปวุ่นวายอะไรกับใครทั้งสิ้น วุ่นวายกับกิเลสมึงน่ะ กิเลสในใจควบคุมดูแลให้ได้ แล้วฝึกหัดขึ้นมาให้มันเป็นความจริง ให้สมกับการเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา แล้วบวชเป็นพระ
แล้วโม้ด้วยนะว่าพระป่า พระปฏิบัติ ทางจงกรม ที่นั่งสมาธิมึงไม่เคยทำเลย
ทำขึ้นมาสิ
มันเป็นพิธีกรรม มันเป็นวิธีปฏิบัติ พิธีกรรม วิธีปฏิบัติ เอาไว้กินตับกินปอดเขา เอาไว้อวดชาวบ้านว่านี่พระปฏิบัติ
แต่ถ้าเป็นกรรมฐาน เขาฝึกหัดปฏิบัติมาให้ร่มเย็น เป็นพระต้องทรงธรรมทรงวินัย
ถ้าพระทำความสงบของใจไม่ได้ ไม่มีธรรมในหัวใจ แล้วใครจะทรง พิธีกรรมก็พิธีปฏิบัติไง พอเป็นพิธี เอาพิธีไว้หากิน นี่เหมือนกัน บวชเป็นพระก็อ้างว่าพระป่าๆ เอาชื่อพระป่าไว้หากิน เพราะมันเร่าร้อน
ถ้ามันร่มเย็น ฉันเป็นพระของพระพุทธเจ้า เคารพธรรมและวินัย เคารพ เคารพด้วยหัวใจ เคารพด้วยวิหารธรรม แล้วมีความปกติสุข สุขเพราะการฝึกหัด สุขเพราะการประพฤติปฏิบัติ สุขเพราะมันความเป็นจริง
มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ โมฆบุรุษตายเพราะลาภ แสวงหาลาภเร่าร้อนนัก หาลาภให้ลาภนั้นประจานโมฆบุรุษนั้นไง ประจานไอ้คนร้อนท้อง เพราะพฤติกรรมการกระทำมันประกาศตัวมันเอง มันไม่รู้มันไม่เห็น แต่สังคมเขาเห็น เอวัง